General

เอนทรี่นี้ผมจะพาทุกท่านไปเที่ยวสวรรค์ของคนรักการ์ตูนครับ แน่นอนว่าที่นั่นก็คืออากิฮะบาระนั่นเอง โดยการไปเที่ยวอากิบะนี้ ผมเองก็ไปแบบคนไม่มีประสบการณ์ครับ เดินโน่นทะลุนี่ไปตามประสาคนไม่รู้ทาง อาจจะไม่ได้เจาะลึกอะไรมากนัก ถ้าหากท่านใดมีประสบการณ์อยู่บ้างก็ขอเชิญแนะนำกันได้ตามสะดวกเลยครับ

จริงๆอยู่ที่นี่ผมก็ไปเดินอากิบะมาหลายครั้งเหมือนกันครับ วันนี้เอาภาพของหลายๆวันมาประมวลให้ดูกัน (ผมถ่ายรูปไม่เก่งนะครับ ทนๆเอาหน่อยละกัน) เริ่มจากการเดินทางกันก่อน ปกติผมจะนั่งสายมิตะจากบ้านไปลงสถานีสุกาโมะ แล้วต่อสายยามะโนะเทะไปสถานีอากิฮะบาระโดยตรง แต่ครั้งนี้ผมลองเส้นทางใหม่ โดยนั่งสายมิตะจากบ้านเลยสุกาโมะไปลงสถานีจินโบโจแทน (ซึ่งที่ทำงานผมก็อยู่แถวนี้ด้วย) แล้วก็ต่อสายชินจุกุไปลงสถานีอิวาโมโตะโจ เพราะผมดูแผนที่แล้วสถานีอิวาโมโตะโจมันใกล้อากิบะมากเหมือนกัน และมันทำให้ผมประหยัดไป 110 เยนโดยเดินไกลขึ้นแค่ไม่กี่ร้อยเมตร ไอ้เราก็มาเพื่อเดินมองนั่นมองนี่อยู่แล้ว ถือว่าคุ้ม



เป้าหมายแรกของผมก็อยู่ที่ร้านอนิเมทครับ เป็นห้องเดียวแปดชั้นตั้งอยู่บนถนนเส้นหลักเลย เข้าร้านกันเลยดีกว่า ปกติเวลาเดินอนิเมทผมจะขึ้นลิฟท์ไปชั้น 7 ก่อน (ชั้น 8 คิดว่าน่าจะเป็นห้องเก็บของ) แล้วค่อยเดินลงบันไดมาทีละชั้นครับ วันนี้ขึ้นไปชั้น 7 ที่ขายดีวีดีและบลูเรย์กันก่อน



หน้าบันไดเจอป๋าโทคิโอมิยืนโฆษณาบลูเรย์ของ Fate/zero อยู่



ตรงข้ามเป็นชั้นวางของ Sora no Otoshimono ภาคฮิโยริ ผมก็ดูไปแล้วนะ อืดต้นๆเร่งท้ายๆไม่ค่อยได้อารมณ์เท่าที่ควร



ส่วนนี่โบรชัวร์ NANOHA MOVIE 2nd A's ที่ผมคว้ามาจากเคาน์เตอร์ชั้น 7 ครับ น่าเสียดายมันเข้าฉายหลังจากผมกลับไทย 11 วัน คงไม่ได้อยู่ดู แต่ถ้าได้เปลี่ยนแผนอยู่ถึงเข้าโรงคงจะไปลองของดูซักครั้งหนึ่งในชีวิต



ช่วงประมาณเดือนมีนาเค้าแต่งร้านเป็น AnoNatsu ทั้งร้านเลย แล้วยังเปิดเพลง sign ของ Ray บ่อยมาก รูปนี้ถ่ายมาจาก "ในลิฟท์" เลยทีเดียว เล็งจังหวะขึ้นลิฟท์คนเดียวอยู่นานเหมือนกัน



ส่วนนี่หน้าลิฟท์ นำทีมโดยริงโกะจังซัง ขนาบข้างด้วยคุณน้องสุดถึกและยัสซัง



พอไปมาอีกรอบตอนปลายเดือน คราวนี้สกรีนใหม่แล้ว เป็น Accel World ผมดูตอนที่ 1+2 ไปเรียบร้อยแล้ว สนุกดีเหมือนกัน



ส่วนลิฟท์อีกตัวเป็น Natsuiro Kiseki ก็ดูตอนแรกไปแล้วเหมือนกัน ทั้งสองเรื่องรอรีวิวกันได้ประมาณปลายเดือนครับ (คงต้องรอ Hyouka กับ AKB0048 ฉายก่อน)

นอกจากนี้พอเราเดินไปข้างหลัง เราก็เจอกับห้องน้องงู ก่อนหน้านี้มาเดินหลายครั้งไม่เห็นด้านหลังของชั้น 7 เปิดซะที ที่แท้ก็กำลังจัดห้องน้องงูอยู่นี่เอง วันนี้จึงถ่ายรูปในส่วนที่เค้าอนุญาตให้ถ่ายได้มาฝากครับ



น้องงูเปิดเหม่งกับห้องนอนติดหน้าต่าง



แอบส่องเตียงน้องงูที่หงอนไปนั่งมาแล้ว



อันนี้คือเกมทวิสเตอร์ที่หงอนถูกงูรัดอย่างเมามันส์



ส่วนนี่เกมเศรษฐีที่น้องงูพยายามจะใช้ล่อหงอนแต่งงาน



ให้เห็นน้องงูกับเกมเศรษฐีอีกซักรอบ



ชั้น 6 ของที่นี่จะเป็นชั้นขายแผ่นซีดีเพลงครับ เราเดินเลยลงไปชั้น 5 ด้านหลังจะขายเกม อันนี้เป็นโฆษณาตำนานรักค้ำคอร์อมตะ D.C.III ซึ่งไม่มีหัวแดง บ้าที่สุด



ส่วนนี่เจ๊อาโอโกะสมัยเอ๊าะๆที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีก



และนี่โฆษณาเกม Guilty Crown Lost Xmas ที่กล่องใส่บัตรจองว่างเปล่า ไม่รู้แปลว่ามันโดนจองเกลี้ยงรึเปล่า



ฟิกเกอร์ที่นี่ก็มีขายนะครับ แต่ผมว่าแพง มีร้านอื่นที่ถูกกว่าอีกหลายร้าน



หลักๆของอนิเมทก็มีเท่านี้ครับ ชั้น 4 จะเป็นพวกเบ็ดเตล็ด เช่น ผ้าห่มลายสาวน้อย แก้วลายสาวน้อย ฯลฯ ซึ่งผมก็คว้าแก้วแมวดำกลับมาเป็นที่ระลึกหนึ่งใบ โดนไป 840 เยน ชั้น 2-3 จะเป็นหนังสือการ์ตูนและโนเวล ซึ่งผมมักจะเดินผ่านๆไปเพราะคนโคตรเยอะ ส่วนชั้นล่างจะเป็นพวกแม็กกาซีนทั้งหลาย แต่ด้านหลังจะมีชุดคอสเพลย์ขายครับ งานเนี้ยบมากๆ แต่ผมลืมถ่ายมา ไว้ไปอีกรอบเดี๋ยวผมจะถ่ายแล้วเอารูปมาลงเพิ่ม



เดินออกประตูหลังของอนิเมทไปทางสถานีอากิฮะบาระ หน้าสถานีจะมี Gundam Cafe เปิดติดกับ AKB48 Cafe สังเกตว่ารถไฟจะวิ่งคร่อมอยู่บนตัวร้านเลยครับ ที่นี่พื้นที่น้อย เค้าใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุดแบบนี้แหละ สุดท้ายผมก็ไม่ได้เข้าไปลองทั้งสองร้านหรอกครับ ดูแถวมันสิ ยาวมากกกก



เดินกลับมาที่ถนนเส้นหลัก อันนี้ผมถ่ายมาให้ดูว่าประเทศนี้คนเค้าไม่ขับรถกันจริงๆอ่ะครับ ถนนหกเลนไม่มีรถวิ่ง คันที่เห็นในภาพนั่นคือจอดอยู่



มองไปฝั่งตรงข้ามเห็นโฆษณา Accel World ทาบกับกกน.บินฉบับหนังโรง ซึ่งอันหลังนี้ ตอนนั้นผมก็ชั่งใจว่าจะไปจัดที่โรงเลยดีมั้ย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปครับ



ตึกนี้ชั้น 8 มีคอนเสิร์ต AKB48 ซึ่งผมเองไม่ได้ชอบหรือไม่ชอบวงนี้เป็นพิเศษแต่อย่างใด แต่บังเอิญมาจีบสาวที่ตึกนี้อยู่ เมื่อมาแล้วก็ต้องแวะเข้าไปซักหน่อย



และนี่คือสาวคนที่กำลังจีบอยู่ครับ ฮ่าๆๆๆ (คนขวาบน) มันก็คือ UFO หรือเครนเกมนั่นเองครับ ผมลองไปจิ้มดูเล่นๆก็สนุกดีนะ แต่น้องเค้าไม่ยอมกลับบ้านกับผม ผมก็เลยไปเดินเล่นในตึกนี้ ก็มีหลายๆอย่างทั้ง AKB48 Shop มีขายชุดคอสเพลย์ มีเมดคาเฟ่ และอื่นๆอีกมากมาย



นอกจากนี้ผมยังไปเดินอีกหลายร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านฟิกเกอร์หรือร้านการ์ตูน ตามท้องถนนก็มีสาวๆแต่งชุดเมดมายืนโฆษณาเมดคาเฟ่กันตรึม แบบว่ายืนกันทุกๆเมตรได้ แต่ผมไม่ค่อยจะได้ถ่ายรูปมา เพราะผมไม่แน่ใจว่าเค้าให้ถ่ายรึเปล่าน่ะครับ จะว่าไปผมก็อยากจะลองเข้าเมดคาเฟ่ดูซักครั้งเหมือนกันนะ แต่ยังไม่กล้า หลักๆคือกลัวจะกินแกลบทั้งเดือน ก็เลยกำลังมองหาผู้รู้จริงมาแนะนำอยู่ แต่เอาเป็นว่าวันนี้ก็คงประมาณนี้ละกันครับ แล้วไว้จะมาเล่าโน่นเล่านี่ให้ฟังใหม่ครับ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ:
  • ผมไม่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นจากสถาบันใดๆมาก่อน เนื้อหาที่เขียนเป็นการรวมขึ้นจากประสบการณ์และการเรียนรู้ด้วยตัวเอง อาจจะมีข้อผิดพลาดในความเข้าใจไปบ้างก็ต้องขออภัย และขอเชิญผู้มีความรู้ที่บังเอิญผ่านมาให้การชี้แนะด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ
  • จะสังเกตได้ว่าการสะกดโรมาจิ (การออกเสียงภาษาอังกฤษของชื่อญี่ปุ่น) พวกที่เป็นเสียงยาวของผมจะไม่เหมือนกันในบางเว็บ เช่นในรูปที่แคปมาให้ดูเป็นต้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ถือว่าถูกต้อง แต่ผมชอบแบบที่ผมเขียนนี้มากกว่า เพราะมันทำให้เห็นชัดขึ้นว่าเสียงยาวสะกดด้วยตัวอะไรในภาษาญี่ปุ่น เช่น Ō เสียงยาว อาจจะเป็น oo (โอะสองตัว) หรือ ou (โอะอุ) ก็ได้ครับ
  • คำที่ป้ายสีแดง ผมจัดว่าเป็นคำที่สำคัญ และจะเจออยู่ในชื่อสถานีหรือชื่อสถานที่บ่อยๆ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ผมนึกได้ว่า ตั้งแต่มาอยู่ญี่ปุ่นนี่ ผมก็มีเทคนิกการจำคันจิมาประดับความรู้อยู่อย่างนึง ก็เลยลองเอามาแชร์กัน วิธีนั้นก็คือการเที่ยวครับ แล้วก็สังเกตดูว่าในสถานที่ต่างๆมีคันจิอะไร แล้วก็ถ่ายรูปหรือจำๆมาเปิดหาความหมายว่ามันแปลว่าอะไร แล้วมีที่มาอย่างไรหรือไม่ แต่ก็มีเหมือนกันครับที่ผมก็ไม่รู้ว่าพอเอาตัวคันจิมารวมๆกันแล้วมันจะแปลว่าอะไรดี อันนั้นก็ถือว่าได้จำคัวคันจิไปแทน

สิ่งที่ง่ายที่สุดก็ได้แก่รถไฟที่ผมขึ้นอยู่ทุกวันๆนี่แหละครับ เรานั่งผ่านสถานีมากมาย แล้วมันมีชื่อว่าอะไรกันบ้างล่ะ วันนี้ลองไปเริ่มกันจากสายที่ผมนั่งบ่อยที่สุด นั่นก็คือโทเอย์สายมิตะนั่นเอง สายโทเอย์นี้เป็นเส้นทางรถไฟของรัฐบาลโตเกียวนะครับ ทั้งหอพักของผมและที่ทำงานก็อยู่บนสายนี้ โดยสายมิตะจะถูกเรียกรหัสสถานีด้วยอักษร I มีทั้งหมด 27 สถานี นั่นคือ I-1 (เมะกุโระ) ถึง I-27 (นิชิทาคะชิมะไดระ) ซึ่งต้นๆกับปลายๆสายผมก็ไม่รู้ครับว่ามันมีอะไรพิเศษ เพราะยังไม่เคยไปทุกที่

27 สถานีที่ว่านั้น ได้แก่

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

I-01 目黒 (Meguro) เมะกุโระ
  • (เมะ) = ตา
  • (คุโระ แผลงเสียงเป็น กุโระ) = สีดำ
 
 
 
 
 
 
เมื่อรวมกันก็แปลว่า ตาสีดำ นั่นเองครับ ง่ายดีจัง สถานีนี้ผมยังไม่เคยไป แต่คิดว่าน่าจะเป็นสถานีที่ใหญ่พอสมควร เพราะนอกจากจะเป็นต้นสายแล้ว ยังเป็นสถานีเชื่อมไปสายย่อย