[Final Review] Anime of Summer 2013

posted on 11 Oct 2013 23:44 by kaitodash in Review directory Cartoon, Entertainment
สวัสดีครับทุกท่าน ไม่ได้พบกันนาน บางท่านอาจจะสงสัยว่าผมห่างหายจากการอัพบล็อกไปไหน ก็จะขอบอกว่าเป็นช่วงงานประจำค่อนข้างหนักครับเลยไม่ได้มีเวลาเขียน สำหรับซีซั่นนี้ผมก็เลยเว้นจากการเขียน Early Review ไป แล้วข้ามมาเขียน Final Review อย่างเดียว เลยดูเหมือนหายไปนาน แต่ก็ไม่ได้เลิกเขียนแต่อย่างใดครับ

สำหรับซีซั่นนี้ก็ถือว่าเป็นซีซั่นที่ไม่เลวทีเดียว แม้ว่าจะมีเรื่องที่ผมดร็อปไปหลายเรื่อง แต่ก็ถือว่าเป็นซีซั่นที่มีเรื่องสนุกๆหลายเรื่อง แม้แต่เรื่องที่ผมดร็อปไปก็มีความรู้สึกน่าเสียดายอยู่บ้าง ก่อนอื่นผมจะขอพูดถึงเรื่องที่ดร็อปไปบางเรื่องก่อน

Uchouten Kazoku (4 ตอน): เรื่องนี้จริงๆไม่ได้อยากดร็อปมาก แต่เนื่องจากไม่มีเวลาและซับที่ตามออกช้าที่สุด ก็เลยดร็อปไปชั่วคราว แต่มีแนวโน้มจะตามกลับมาดูให้ครบครับ
Gin no Saji (3 ตอน): นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ดูแล้วสนุก แต่ผมดูแล้วรำคาญพระเอกมาก เลยทำให้ไม่อยากดูต่อ
Blood Lad (3 ตอน): ดูแล้วเดินเรื่องช้าๆ ยังรู้สึกไม่ค่อยสนุกมาก หรือว่าหลังๆมันจะสนุกกว่านี้?
GATCHAMAN Crowds (2 ตอน): เท่าที่ดูไปยังไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่
BROTHERS CONFLICT (2 ตอน): เข็ดกับแนวนี้ละ
Fantasista Doll (2 ตอน): ออกแนวไร้สาระ
Kitakubu Katsudou Kiroku (2 ตอน): ผมว่านักพากย์ชุดนี้พากย์แข็งๆไม่มีอารมณ์ร่วมเลย ดูแล้วจะหลับ
Love Lab (2 ตอน): จริงๆสนุกนะ แต่จะวายก็ไม่วาย เซ็งเลย
Servant×Service (2 ตอน): จริงๆมันเกือบจะสนุกแล้วละ แต่ยังเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง
Choujigen Game Neptune THE ANIMATION (1 ตอน): ผมดูแล้วแน่ใจว่าคงไม่ได้อะไรเท่าไหร่หรอก

ส่วนเรื่องที่ดูจบไปแล้วในซีซั่นนี้มี 16 เรื่อง และมีอีกหนึ่งเรื่องที่ยังดูต่อไปในซีซั่นหน้าอีก 1 เรื่อง คือ Monogatari Series โดยเรียงลำดับตามความเพลิดเพลิน (ที่ขอย้ำว่าไม่เกียวกับคุณภาพ) ดังนี้

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 17: Inu to Hasami wa Tsukaiyou (12 ตอนจบ)



เป็นหนึ่งในเรื่องที่มีกระแสก่อนฉายมากมายเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว แล้วก็กลายเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังที่สุดของซีซั่นไป เนื้อหาสาระไม่มี ตรรกะวิบัติ การเชื่อมต่อเนื้อเรื่องไม่ได้ความ คาแรกเตอร์ตลาดๆ ดูแล้วไม่ได้อะไรเลย ไม่อยากจะเชื่อว่าก่อนฉายจะมีกระแสได้ขนาดนั้น ด้วยความที่ไม่ได้อ่านฉบับนิยายก็เลยไม่รู้เหมือนกันว่า การกลับมาครั้งนี้ GONZO ทำเน่าเองหรือว่าต้นฉบับมันก็แย่อย่างนี้อยู่แล้ว แต่เอาเป็นว่าทนดูจนจบมาได้แบบงงๆ

งงว่าทนดูจนจบมาได้ยังไง
ความเพลิดเพลิน: D
คุณภาพ: 3.4/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 16: Stella Jogakuin Koutou-ka C³-bu (13 ตอนจบ)



เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ขึ้นสุดลงสุดซะจนน่าเวียนหัวพอสมควร จากตอนแรกที่มีตัวเอกบ้องแบ๊วออกมาเล่น BB Gun ขำๆตามสไตล์ Slice of Life ไปๆมาๆเกิดดราม่าให้เข้าสู่ Dark Side กลายเป็นอนิเมะปวดตับไปซะได้ นอกจากนี้ฉากบู๊ยังเว่อร์อลังการซะจนคิดว่าสาวๆม.ปลายพวกนี้น่าจะไปเป็นทหารรับจ้างจะรุ่งกว่า ยอมรับว่าช่วงปลายๆก่อนจะจบเรื่องที่เนื้อเรื่องปวดตับถึงขีดสุดค่อนข้างจะเป็นอะไรที่ได้อารมณ์พอสมควร แต่อยู่ดีๆก็เปลี่ยนอารมณ์กลับมาขำขันเอาดื้อๆ แล้วยังผสม Supernatural เข้าไปแบบงงๆ ทำไปทำมากลายเป็นยำมั่วที่ใช้ส่วนผสมที่ต่างกันสุดปลาย รสชาติออกมาชวนพะอืดพะอมมิใช่น้อย ความจริงแล้วเรื่องนี้มีตัวเปรียบเทียบอย่าง Girls und Panzer อยู่ ข้อแตกต่างเดียวคือ Girls und Panzer มีความชัดเจนในสิ่งที่ต้องการนำเสนอและไม่หลุดออกจากสิ่งนั้น แค่นี้ก็ทำให้คะแนนออกมาแตกต่างกันลิบลับ

สุดโต่งซะจนมั่วไปหมด แต่ก็มีบางช่วงที่ดูแล้วสนุกจริง
ความเพลิดเพลิน: D
คุณภาพ: 4.0/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 15: Watashi ga Motenai no wa Dou Kangaetemo Omaera ga Warui! (12 ตอนจบ)



นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีกระแสระหว่างฉายออกมามากพอสมควร ด้วยความเสื่อมของนางเอกที่ไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาพูด จากที่ดูไปผมรู้สึกว่ามันก็ตลกดีบางครั้ง แต่บางครั้งก็รู้สึกน่าสมเพชซะจนขำไม่ออก ก็เลยไม่ถึงกับฮาแตกต่อเนื่อง แต่ถือว่าการผลิตทำได้ค่อนข้างดี พอดูได้เรื่อยๆ

ไม่ได้สนุกมาก แต่บางครั้งก็ฮาจริงๆ
ความเพลิดเพลิน: D+
คุณภาพ: 6.8/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 14: Ginga Kikoutai Majestic Prince (24 ตอนจบ)



เป็นอนิเมะแนวหุ่นรบอวกาศที่ย้อนยุคไปต่างจากปัจจุบันมาก ทั้งการดำเนินเรื่อง การออกแบบบุคลิกตัวละคร และลายเส้น เป็นระเบียบแบบแผนเหมือนใช้ไม้บรรทัดวัด ถ้ามองในแง่ดีก็ถือว่าเรียบเรียงเรื่องเป็นลำดับ ดูง่าย แต่อีกแง่หนึ่งก็รู้สึกง่ายเกินไป ไม่ค่อยมีความน่าสนุกตื่นเต้น พวกนัยยะซ่อนเร้นอย่างลางบอกเหตุหรือ Death Flag ก็โจ่งแจ้งซะจนนึกว่าแกล้งอำกัน นอกจากนี้การดำเนินเรื่องก็ค่อนข้างจะเรื่อยเปื่อยและเฉื่อยชาพอสมควร โดยรวมถือว่าดูได้สบายๆ ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่ก็ไม่มีอะไรแย่

สนุกแบบเรื่อยเปื่อย แตกต่างจากอนิเมะขี่หุ่นสมัยนี้
ความเพลิดเพลิน: D+
คุณภาพ: 5.9/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 13: Rozen Maiden Zurückspulen (13 ตอนจบ)



การกลับมาของเหล่าตุ๊กตาโรเซนหลังจากห่างหายไปหลายปีทีเดียว ครั้งนี้เป็นอะไรที่ทำงงกันพอสมควร เพราะเนื้อเรื่องไปคนละทางกับอนิเมะสองภาคแรกที่เคยทำไว้ โดยหันไปเดินเรื่องตามมังงะแทน แต่แม้จะเปิดตัวมาให้สับสนในช่วงแรกแต่ก็ยังถือว่ามีเนื้อหาน่าสนใจพอสมควร และคุณภาพงานก็ไม่เลว น่าเสียดายที่ดำเนินเรื่องอืดอาดยืดยาดซะจนไม่สนุกไปเลย แถมยังเปิดปลายแบบไม่น่าเปิดอีก เลยทำให้รู้สึกไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่

เดินเรื่องช้ามาก แต่ทำได้ดี มาเสียที่ช่วงท้ายเปิดปลายกว้างไปหน่อย
ความเพลิดเพลิน: C
คุณภาพ: 6.6/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 12: Genei wo Kakeru Taiyou (13 ตอนจบ)



มาถึงอนิเมะสาวน้อยเวทมนตร์เรื่องใหม่ที่ได้รับการเรียกขานจากชุมชนอนิเมะชาติตะวันตกว่า "Madoka Wannabe" เพราะเห็นได้ชัดว่าโทนของเรื่องนั้นได้รับอิทธิพลมาจากมาโดกะเต็มๆ ถ้าหากจะมองจากตัวเนื้อเรื่องเองความจริงก็ถือว่าดูได้สนุกในแบบของตัวเอง แต่ด้วยความที่เนื้อเรื่องทั้งอ่อนทั้งเดาทางง่าย บวกกับตัวละครที่ไม่ค่อยจะมีเสน่ห์ รวมถึงความสัมพันธ์ของตัวละครก็ค่อนข้างหลวม หลายๆครั้งที่การดำเนินเรื่องขาดตรรกะและเหตุผลรองรับที่มีน้ำหนักพอ และวางปริศนาที่ไม่เคลียร์ไว้มากเกินไป คุณภาพฉากบู๊ก็ธรรมดาๆ ทำให้พูดได้ไม่เต็มปากว่านี่เป็นอนิเมะที่ดี แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมยกให้คือเพลง OP เป็นเพลงที่ผมชอบที่สุดในซีซั่นเลยแหละ

ก็ถือว่าดูสนุกได้ แต่เดาทางง่ายและไม่ค่อยสมเหตุสมผล
ความเพลิดเพลิน: C
คุณภาพ: 5.8/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 11: Kiniro Mosaic (12 ตอนจบ)



เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนักเพราะเป็นแนว Slice of Life ที่ดำเนินเรื่องสบายๆไม่มีอะไรหวือหวา แต่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งใน Slice of Life ที่ดีที่สุดในปีนี้เลยทีเดียว ตัวละครแต่ละตัวมีความสมดุลในการตบมุขดี ดูแล้วไม่ได้ขำอะไรมากนักแต่ก็น่ารักมาก

เพลินมาก
ความเพลิดเพลิน: C+
คุณภาพ: 7.2/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 10: Kamisama no Inai Nichiyoubi (12 ตอนจบ)



นี่เป็นเรื่องที่ให้คะแนนยากอีกเรื่องหนึ่ง เพราะดูแล้วสนุกบ้างไม่สนุกบ้างเพราะแยกเนื้อหาเป็นบทๆ ตอนที่สามที่เป็นตอนสุดท้ายของบทแรกเป็นอะไรที่ดูแล้วพีกมาก แต่หลังจากนั้นถดถอยลงไปน่าเบื่อแบบสุดๆ จนมาสนุกเอาบทสุดท้ายอีกที จุดด้อยอีกอย่างหนึ่งของเรื่องอยู่ที่ความติงต๊องของนางเอกตัวน้อยที่ชอบทำอะไรไม่คิด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นความน่ารักที่ทำให้โดดเด่นด้วยเหมือนกัน ตัวละครหลายๆตัวในเรื่องมีความซับซ้อนพอสมควรถึงขั้นที่บางครั้งก็ขัดแย้งกับบุคลิกตัวเอง นอกจากนี้ยังใช้ตัวละครค่อนข้างเปลือง จุดที่เสียหายหนักที่สุดของเรื่องเห็นจะเป็นตอนจบที่วางทั้งเนื้อเรื่องและอารมณ์ร่วมมาได้แทบจะสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว แต่ดันรีบตัดจบให้แฮปปี้เอนดิ้งโดยไม่วางตรรกะให้ดี ที่ปูมาทั้งหมดเลยสูญเปล่าไปหมด แต่จุดเด่นอย่างหนึ่งของเรื่องนี้อยู่ที่เพลง ED ที่ดังขึ้นมาทีไรอารมณ์ได้ทุกที และภาพก็ค่อนข้างสวยสอดรับกับเนื้อหา

สนุกเป็นบทๆไป มีบทสุดท้ายสนุกมาก แต่ดันจบแบบมั่วๆ
ความเพลิดเพลิน: C+
คุณภาพ: 5.6/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 9: Free! (12 ตอนจบ)



แทบจะเป็นอนิเมะขวัญใจแม่ยกขาจิ้นประจำปีนี้เลยก็ว่าได้ เชื่อว่าคงจะมีผู้ชายไม่น้อยที่มองข้ามเรื่องนี้ไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของกล้ามเนื้อ แต่ถ้าไม่ติดเรื่องนี้ ความจริงโครงสร้างก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการ์ตูนแนวกีฬาทั่วๆไป มีตลกเฮฮา มีการขับเคี่ยว มีอดีตฝังใจ มีพลังแห่งมิตรภาพ แทบจะเป็นแนวโชเน็นอยู่แล้ว เพียงแต่ตัวผู้สร้างแสดงเจตจำนงชัดเจนที่จะเซอร์วิสผู้ชมสาวๆและขาวายมากไปหน่อยเท่านั้นเอง บุคลิกตัวละครก็ถือว่าออกแบบมาน่าสนใจใช้ได้ การผสมผสานความตลกและดราม่าก็ทำได้ดี การแสดงออกถึงการแข่งขันและจิตใจที่เร่าร้อนของตัวละครก็ทำได้ดี การดำเนินเรื่องถึงจะไม่ได้มีความต่อเนื่องตลอดเวลาแต่ก็อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยรวมแล้วถือว่าดูสนุก แม้ว่าจะไม่ได้มีเนื้อหาที่โดดเด่น แต่ก็ไม่มีอะไรเสียหาย

สนุกกว่าที่คิดมาก ถ้าไม่ติดว่ามันขยันโชว์กล้ามก็คงดูได้อย่างมีความสุขมากกว่านี้
ความเพลิดเพลิน: B
คุณภาพ: 7.1/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 8: Danganronpa THE ANIMATION (13 ตอนจบ)



จากเกมแนวลึกลับกึ่งไขปริศนากึ่งเซอร์ไววัลมาทำเป็นอนิเมะสุดแนวที่ใช้วิธีนำเสนอแปลกๆหน่อย คอนเซ็ปท์ที่ให้บีบให้แต่ละคนฆ่ากันเองแล้วให้คนที่เหลือรอดต้องตามหาฆาตกรถือว่าทำได้ค่อนข้างสนุกน่าติดตามดี แต่ในด้านปริศนานั้นทริกและการให้เบาะแสไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ นอกจากนี้เหตุจูงใจหลายต่อหลายครั้งก็ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ และปริศนาของเรื่องก็ปิดแบบค้างๆคาๆไม่สมบูรณ์ ในด้านตัวละครถือว่าออกแบบบุคลิกแต่ละคนมาได้สุดโต่งดี แต่บางครั้งความสุดโต่งก็ทำให้น่ารำคาญได้เหมือนกัน นอกจากนี้ลักษณะการนำเสนอด้วยโทนสีและฉากลงทัณฑ์ก็แปลกเกินไปจนทำให้แรกๆอดคิดไม่ได้ว่าตายจริงๆรึเปล่า หรือบางทีผู้สร้างอาจจะจงใจให้สงสัยอย่างนั้นเพื่อให้ดูเป็นปริศนาก็ได้ ก็ถือว่าเป็นอนิเมที่ดูได้สนุกตื่นเต้น แต่เอาอะไรกับความสมบูรณ์ของพล็อตและตรรกะได้ไม่มากนัก

ถึงจะดูแปลกๆไปหน่อยแต่ก็สนุกดี
ความเพลิดเพลิน: B
คุณภาพ: 6.1/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 7: Kami nomi zo Shiru Sekai Megami-hen (12 ตอนจบ)



ภาคที่สามของพี่เทพตกหญิงนี้ต้องเรียกว่าอดรนทนไม่ไหว ถึงขนาดข้ามบทปลีกย่อยไปถึง 7 บทเพื่อมาทำเนื้อเรื่องหลักโดยเฉพาะ เล่นเอาคนที่ไม่ได้ตามอ่านมังงะคงงงไปตามๆกัน แต่ถ้าเอาแค่เนื้อหาที่ทำก็ถือว่าได้ตามมาตรฐานเดิม ด้วยเนื้อหาที่ค่อนข้างมากก็ถือว่าบริหารเวลาได้ดีที่สามารถอัดลงไปใน 12 ตอนได้โดยไม่ติดขัด จากการที่เลือกเนื้อหาส่วนที่เรียกได้ว่าสนุกที่สุดของเรื่องมาทำก็ถือว่าคุ้ม แต่จะให้ดีก็ต้องบอกว่าไปตามอ่านในมังงะเอาจะดีกว่า

ยังเหนือเหมือนเดิม
ความเพลิดเพลิน: B
คุณภาพ: 8.1/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 6: Highschool D×D NEW (12 ตอนจบ)



ภาคต่อของอนิเมะเมานมที่เร่าร้อนที่สุดในจักรวาล มาในภาคนี้ก็ยังเหมือนกับภาคแรก เน้นไปที่ความหื่นอย่างเร่าร้อนของพระเอกและสัดส่วนแสนงามของสาวๆเหมือนเดิม แม้ว่าตอนนี้พล็อตเริ่มจะมีการขยายวงออกไปทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น และการอาศัยจุดเด่นเรื่องความหื่นของพระเอกเป็นตัวขับเคลื่อนพล็อตก็ถือว่าน่าสนใจดี การอธิบายที่มาที่ไปก็ทำได้ดีขึ้น แต่โดยรวมแล้วการผสมผสานความหื่นอย่างจริงจังของพระเอกเข้ากับพล็อตยังทำได้ไม่แนบเนียนเท่าที่ควร ทำให้การดำเนินเรื่องไม่ไหลลื่น แต่ยังไงคงจะมีหวังให้ต่อภาคสามที่จะถึงจุดพีกของเนื้อเรื่องได้

ยังไม่ถึงจุดที่พีกสุดๆ คงต้องหวังภาคสาม
ความเพลิดเพลิน: B
คุณภาพ: 5.5/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 5: Ro-Kyu-Bu! SS (12 ตอนจบ)



บทสรุปของทีมบาสเก็ตบอลสาวน้อยที่ใช้เวลาอยู่ในห้องอาบน้ำและสระว่ายน้ำเป็นหลัก โดยภาคนี้พ่อพระเอกวอนคุกของเราได้ขยายฮาเร็มประถมออกเป็นสองเท่าด้วยการลดลิมิตอายุลง และดีดป้าม.ปลายอายุเกินไปอยู่ขอบจอ แต่ดูๆไปแล้วหวยมันล็อกมาแต่แรก ถึงจะมีออกนอกลู่นอกทางไปหาสาวอื่นบ้างแต่สุดท้ายบทก็ส่งโทโมกะอยู่ดี เวลาอยู่ด้วยกันดูแล้วก็น่ารักดี นอกจากนี้แมตช์สุดท้ายของทีมถึงจะดูเว่อร์ๆไปหน่อยสำหรับเด็กประถมแต่ก็ดูแล้วลุ้นระทึกดี

โดยรวมก็คล้ายๆภาคแรก ดูได้เรื่อยๆสนุกดี
ความเพลิดเพลิน: B
คุณภาพ: 5.9/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 4: Toaru Kagaku no Railgun S (24 ตอนจบ)



การกลับมาของสปินออฟที่มีคนรอคอยมากที่สุดเรื่องหนึ่ง มาในภาคนี้เข็นบท Sisters ที่มีคนรอคอยมากที่สุดออกมาให้ได้ชมกันและก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง การใส่อารมณ์และเอฟเฟคท์ทำได้ดีจนไม่อยากเชื่อว่านี่คือ J.C.STAFF นอกจากจะดำเนินเรื่องได้ดีแล้ว ยังเปิดมุมมองใหม่ๆของตัวละครแต่ละตัวที่ไม่ได้แสดงในภาคหลักออกมาได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย แต่น่าเสียดายที่ทั้งช่วงต้นและช่วงหลังจากจุกพีกไปแล้วเนื้อหาค่อนข้างจะเบามาก เลยทำให้ภาพรวมของเรื่องไม่ค่อยสุดเท่าไหร่

ช่วงกลางเรื่องพีกมาก แต่ท้ายๆกลับมาน่าเบื่อเหมือนเดิม
ความเพลิดเพลิน: B+
คุณภาพ: 7.7/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 3: Fate/kaleid liner PrismaIllya (10 ตอนจบ)



นี่ก็เป็นสปินออฟอีกเรื่องหนึ่งที่ฉีกแนวเรื่องหลักไปเลย โดยให้อิเลียพลิกบทบาทมาเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ตามแบบฉบับสาวน้อยเวทมนตร์จริงๆ มีคทาเวทมนตร์และฉากแปลงร่าง มีเพื่อนรักที่เป็นคู่แข่งด้วย เนื้อหาโดยรวมเป็นแนวสาวน้อยเวทมนตร์ทั่วไป ผสมดราม่าเล็กน้อยไม่ได้หนักมาก ส่วนที่อ่อนด้อยอย่างเห็นได้ชัดคงจะอยู่ที่บุคลิกตัวละครที่ค่อนข้างจะดาษๆ เน้นความตลกน่ารักๆ ไม่ค่อยมีความซับซ้อนและไม่มีอะไรโดดเด่น แต่การดำเนินเรื่องมีความต่อเนื่อง และมีจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจเป็นระยะๆ การสอดมุขไม่ได้โดดเด่นมากนักแต่ก็พอดูได้ และมีฉากบู๊ที่จัดว่าค่อนข้างอลังการเหนือกว่าอนิเมะทีวีทั่วไป เรียกว่าจะดูเอามันส์ก็ได้เหมือนกัน

สนุกกว่าที่คิด ถึงจะจำเจหน่อย แต่ก็สนุก
ความเพลิดเพลิน: B+
คุณภาพ: 7.9/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 2: Shingeki no Kyojin (25 ตอนจบ)



ปิดท้ายเรื่องที่จบในซีซั่นนี้กันด้วยอนิเมะที่ดังถล่มทลายไปทั่วทั้งวงการและนอกวงการ ที่เรียกได้ว่าทำเอามังงะดังในชั่วข้ามคืนหลังจากที่ฉายตอนแรกไปเลยทีเดียว ด้วยความอลังการงานสร้างของฉากและการให้อารมณ์ที่ดุดันและเนื้อเรื่องที่เข้มข้น ทำให้ทะลุเข้าถึงฐานผู้ชมเป็นวงกว้าง แม้ว่าบางช่วงจะมีบทพูดเยอะมากหน่อย แต่ฉากที่ตื่นเต้นก็เร้าอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยพลังเสียงซาวน์แทร็กและสีหน้าของตัวละคร รวมไปถึงฉากบู๊ที่ดุเดือดและการดำเนินเรื่องจู่โจมความรู้สึกของผู้ชมอย่างไม่มีปราณี ทำให้เรื่องนี้เป็นหนึ่งในอนิเมะระดับท็อปของปีนี้เลยทีเดียว

มีช่วงพีกและช่วงผ่อน แต่โดยรวมเข้มข้น สุดยอดมาก
ความเพลิดเพลิน: B+
คุณภาพ: 8.5/10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันดับที่ 1: Monogatari Series: Second Season (ยังไม่จบ)
ความเพลิดเพลิน: A
เจ๋งยังไงก็ยังเจ๋งเหมือนเดิม

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Comment

Comment:

Tweet